ความเหลื่อมล้ำในสังคม

posted on 02 Jan 2010 18:49 by whiteroseaha
ความเหลื่อมล้ำในสังคม แก้ได้ด้วยการฟังเสียงประชาชน
Social disparity can be eliminated by listening to people’s opinions
 
เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ได้ลงนามบันทึกความเข้าใจ (เอ็มโอยู) ร่วมกับธนาคารโลก หรือเวิลด์แบงก์ จัดทำโครงการความร่วมมือพัฒนาประเทศด้านการวิเคราะห์ ความยากจนและติดตามประเมินผล เพื่อเป็นโครงการเสริมสร้างศักยภาพในการแก้ไขปัญหาความยากจนของรัฐบาลและความร่วมมือทางด้านวิชาการ ฯลฯ

ธนาคารโลกได้ให้ความเห็นว่า แม้สัดส่วนคนยากจนในประเทศไทยได้ลดลงอย่างต่อเนื่อง แต่ไม่คิดว่าคนยากจนจะหมดไปในปี 2552 ตามเป้าหมายของรัฐบาล ในขณะที่ความไม่เทาเทียมกันของรายได้ยังเป็นปัญหาสำคัญของประเทศ

ผมเห็นว่า สัดส่วนคนยากจนที่ลดลงนั้นเป็นเรื่องปกติ เพราะเป็นผลจากการขยายตัวทางเศรษฐกิจ แต่ประเด็นปัญหาที่ต้องได้รับความสนใจและเอาใส่ใจ คือ จะทำอย่างไร เพื่อลดช่องว่างของการกระจายรายได้ระหว่างคนรวยกับคนจน ที่นับวันจะยิ่งเพิ่มมากขึ้น

ที่ผ่านมา ดูเหมือนรัฐบาลพยายามแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำของการกระจายรายได้ ผ่านนโยบาย อาทิ กองทุนหมู่บ้าน, SML และนโยบายการให้สินเชื่ออื่น ๆ ของรัฐบาล ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาด้วยการแจกเงิน กระตุ้นให้เกิดการใช้จ่าย ซึ่งทำให้ดูเหมือนว่าเศรษฐกิจดี ประชาชนมีเงินใช้จ่าย แต่ผลกลับทำให้ประชาชนเป็นหนี้เพิ่มขึ้น วิธีการนี้ไม่ได้แก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำของการกระจายรายได้อย่างยั่งยืน เนื่องจากรัฐบาลไม่สามารถนำเงินมาแจกประชาชนได้ตลอด

นอกจากนี้รัฐบาลยังใช้นโยบายคิดเอาเองว่าประชาชนควรได้อะไร และใช้นโยบายเหมือน ๆ กันกับประชาชนทุกกลุ่ม เช่นการแจกเงินให้กับทุกหมู่บ้านเท่ากัน หรือแบ่งตามขนาดเล็ก กลาง ใหญ่ ซึ่งเป็นแนวทางที่ไม่เหมาะสม เพราะแต่ละหมู่บ้านต้องการเงินไม่เท่ากัน เนื่องจากความเจริญไม่เท่ากัน และความต้องการของหมู่บ้านไม่สามารถวัดได้ผ่านขนาดของหมู่บ้าน รวมถึงแต่ละหมู่บ้านต้องการทรัพยากรไม่เหมือนกัน และทรัพยากรบางอย่างไม่สามารถซื้อได้ด้วยเงิน อาทิ โอกาสในการเข้าถึงการศึกษา ,ทักษะและความรู้ในการประกอบอาชีพ ฯลฯ

ฉะนั้นในการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำของการกระจายรายได้ รัฐบาลควรฟังว่าประชาชนต้องการอะไร เปิดโอกาสให้ประชาชนได้แสดงความคิดเห็น เปิดโอกาสให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้มีส่วนในการวิพากษ์วิจารณ์ เพื่อปรับปรุงนโยบายให้เกิดประโยชน์ และตรงตามความต้องการของประชาชน รวมทั้งใช้นโยบายที่แตกต่างแต่เหมาะสมกับประชาชนแต่ละกลุ่ม

โดยช่องทางหนึ่งในการรับฟังความเห็นของประชาชนที่รัฐบาลควรให้ความสำคัญ คือ สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ซึ่งเปรียบเหมือนสภาของประชาชน ที่มีความใกล้ชิดกับปัญหา และมีหน้าที่โดยตรงในการให้คำปรึกษา และเสนอแนะความคิดเห็นต่อรัฐบาล

และเป็นที่น่ายินดีที่สภาที่ปรึกษาฯในชุดที่ 2 ได้มีการจัดตั้งคณะทำงานใหม่ที่ชื่อว่า คณะทำงานกระจายรายได้ที่มีเพื่อนของผมที่ให้ความเคารพนับถืออย่างมากชื่อ ดร.นลินี ทวีสินเป็นประธานคณะทำงาน ซึ่งคณะทำงานภายใต้การนำของ
ดร.นลินี ทวีสิน ท่านนี้มีหน้าที่รับผิดชอบในการศึกษาแนวทางแก้ปัญหาความแตกต่างทางรายได้ การกระจายทรัพยากร และการดำเนินงานทางเศรษฐกิจที่ไม่เป็นธรรม รวมถึงส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่นและเศรษฐกิจฐานรากของประชาชน คือ เกษตรกร ผู้ใช้แรงงาน และผู้ประกอบอาชีพอิสระรายย่อย สภาที่ปรึกษาฯจึงน่าจะเป็นนี้จะเป็นอีกหน่วยงานหนึ่งที่จะมีส่วนช่วยสนับสนุนรัฐบาล ในการแก้ปัญหาการกระจายรายได้และปัญหาความยากจน หากรัฐบาลจะหัดฟังเสียงประชาชนเสียบ้าง

บทความดีๆ จาก ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์
 

www.kriengsak.com

edit @ 2 Jan 2010 19:44:12 by whiterose

ทิศทางเศรษฐกิจไทย ปี 2553

เวลาอีกไม่กี่วันก็จะก้าวเข้าสู่ปี 2553 แล้ว แนวโน้มเศรษฐกิจปีหน้ามีแนวโน้มอย่างไรนั้น มีหลายหน่วยงานได้ประเมิน และเสนอรายงานการวิเคราะห์ออกมา ในบทความนี้ ผมจะแสดงความคิดเห็นของผมเกี่ยวกับแนวโน้มเศรษฐกิจไทยในปี 2553 ซึ่งมุมมองของผมต่อเศรษฐกิจไทยปีหน้ามีดังนี้ 1. ปัจจัยที่จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจปี 2553

หากพิจารณาปัจจัยบวกและปัจจัยลบ ที่จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในปี 2553 เราจะพบว่า ปัจจัยบวกที่จะช่วยผลักดันเศรษฐกิจในปี 2553 ได้แก่

เศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง ทำให้การส่งออกอาจกลับมาช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้มากขึ้นในปีข้างหน้า เห็นได้จากอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ในช่วงไตรมาสที่ 2 เทียบกับไตรมาสที่ 3 แสดงให้เห็นถึงการฟื้นตัว เศรษฐกิจสหรัฐ ขยายตัว ร้อยละ 0.9 (จากหดตัว ร้อยละ -0.2) ญี่ปุ่น ขยายตัว ร้อยละ 1.2 ซึ่งถือเป็นการขยายตัวที่ต่อเนื่อง จากการขยายตัวร้อยละ 0.6 ไตรมาสก่อน ส่วนจีนนั้นเศรษฐกิจยังคงขยายตัวอย่างร้อนแรง โดยในไตรมาส 3 ปี 2552 ขยายตัวถึงร้อยละ 8.9 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว

นโยบายภาครัฐสามารถช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้ รัฐบาลตั้งงบเบิกจ่ายในปีงบประมาณ 2553 ไว้ในโครงการไทยเข้มแข็งถึง 3.5 แสนล้านบาท นอกจากนี้ ยังมีโครงการอื่น อาทิเช่น โครงการแก้ปัญหาหนี้นอกระบบ ที่อาจช่วยบรรเทาภาระหนี้ของประชาชนให้เบาลง ทำให้การบริโภค และการลงทุนปีหน้าอาจดีขึ้นบ้าง

ส่วนปัจจัยด้านลบที่จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ ได้แก่

ปัญหามาบตาพุด แม้ว่าศาลปกครองจะอนุญาตให้ 11 โครงการ จาก 76 โครงการที่เคยถูกระงับไว้สามารถดำเนินการได้ แต่ปัญหายังคงมีตามมาอย่างต่อเนื่อง อาทิเช่น ปัญหาก๊าซรั่วที่เกิดขึ้นเมื่อไม่นานนี้ เป็นต้น ซึ่งเรื่องนี้จะกระทบต่อการลงทุนในปัจจุบัน และความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่จะมาลงทุนในอนาคต

สถานการณ์ทางการเมืองยังคงไร้เสถียรภาพ รัฐบาลไม่ต้องการให้มีการยุบสภาเพื่อเลือกตั้งใหม่ จึงพยายามประคองสถานการณ์ ในขณะที่ฝ่ายตรงข้ามพยายามดิ้นรนให้พ้นผิด จึงพยายามใช้วิธีการสร้างความแตกแยกในรัฐบาลและในประเทศ ทำให้รัฐบาลไม่สามารถขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจได้เต็มที่ นอกจากนี้ ยังส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภค นักลงทุนและนักท่องเที่ยวในปี 2553

อัตราแลกเปลี่ยนแข็งค่าขึ้น เนื่องจากดุลบัญชีเดินสะพัดของไทย มีแนวโน้มเกินดุลจากการส่งออกที่ขยายตัวได้ดีกว่าการนำเข้า ประกอบกับเงินทุนที่ไหลเข้ามาในภูมิภาคเอเชียอย่างต่อเนื่อง

ราคาน้ำมันในปี 2553 มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น เนื่องจากอุปสงค์ต่อน้ำมันจะเพิ่มขึ้นจากเศรษฐกิจที่คาดว่าจะฟื้นตัวดีขึ้นทั้งเศรษฐกิจไทยและเศรษฐกิจโลก ประกอบกับการอ่อนค่าลงของค่าเงินดอลลาร์อย่างต่อเนื่อง ทำให้นักลงทุนบางส่วนลดการถือครองเงินดอลลาร์ และหันมาถือครองสินทรัพย์อื่น อาทิเช่น ทองคำและน้ำมัน เพื่อการเก็งกำไรเพิ่มมากขึ้น

2. การคาดการณ์ภาวะเศรษฐกิจปี 2553

อัตราเงินเฟ้อมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น เนื่องจากเศรษฐกิจไทยและเศรษฐกิจโลกฟื้นตัว ทำให้อุปสงค์ในการบริโภคสินค้าและบริการเพิ่มขึ้น ซึ่งทำให้ราคาสินค้าปรับตัวขึ้นตาม ประกอบกับต้นทุนการผลิต อาทิเช่น วัตถุดิบ และน้ำมันดิบที่ราคามีแนวโน้มสูงขึ้น เป็นต้น

การบริโภคภาคเอกชนปรับตัวดีขึ้นเล็กน้อย เนื่องจากมีทั้งปัจจัยบวกและปัจจัยลบ ที่ส่งผลหักล้างกัน โดยปัจจัยบวกเห็นได้จากดัชนีด้านการบริโภคที่ปรับตัวดีขึ้นและมีแนวโน้มที่จะดีขึ้นอีก ทั้ง ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่เพิ่มขึ้น หรือการจัดเก็บภาษีมูลค่าที่ขยายตัวขึ้น เป็นต้น นอกจากนี้ การว่างงานที่เริ่มลดลงและมาตรการช่วยเหลือของรัฐ อาทิเช่น การแก้หนี้นอกระบบ หรือการประกันรายได้เกษตรกร เป็นต้น ที่ช่วยให้ประชาชนมีกำลังซื้อมากขึ้น ส่วนปัจจัยลบที่ทำให้การบริโภคไม่เพิ่มขึ้นมากนัก ได้แก่ แนวโน้มเงินเฟ้อที่ปรับตัวสูงขึ้น เป็นต้น อย่างไรก็ตาม ผมคิดว่าปัจจัยบวกจะมีผลมากกว่า ซึ่งจะมีผลทำให้การบริโภคภาคเอกชนในปี 2553 ปรับตัวดีขึ้นจากปี 2552

การลงทุนภาคเอกชนจะไม่เพิ่มขึ้นมากนัก เพราะแม้เศรษฐกิจโลกจะเริ่มฟื้นตัวขึ้น และแรงมีผลักจากนโยบายของรัฐบาลในโครงการไทยเข้มแข็ง แต่ยังมีปัจจัยด้านลบที่กระทบต่อการลงทุน นั่นคือ ปัจจัยทางการเมือง แนวโน้มราคาน้ำมันที่สูงขึ้น และปัญหามาบตาพุดที่ยังคงต้องรับการแก้ไข

การส่งออกขยายตัวดีขึ้น เนื่องจากเศรษฐกิจโลกที่ค่อยฟื้นตัวขึ้น แม้ว่าอัตราแลกเปลี่ยนจะแข็งค่าขึ้น แต่เป็นการแข็งค่าขึ้นที่เกาะกลุ่มกับภูมิภาค จึงไม่กระทบการส่งออกมากนัก

เศรษฐกิจปี 2553 จะปรับตัวดีขึ้นจากปี 2552 เนื่องจากการบริโภคภาคเอกชนที่ฟื้นตัวขึ้นจากการที่เศรษฐกิจเริ่มฟื้นจากวิกฤติเมื่อปีที่ผ่านมา ประกอบกับการส่งออกที่ดีขึ้นตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก แม้ว่าอาจมีปัจจัยเรื่องการเมือง รวมทั้งภาวะเงินเฟ้อที่ปรับตัวสูงขึ้นตามราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้น และค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นมาฉุดการบริโภคและการส่งออกบ้างก็ตาม

3. สรุปและข้อเสนอแนะการจัดการเศรษฐกิจปี 2553

ในระยะสั้น ภาครัฐควรมีมาตรการสนับสนุนผู้ประกอบการ ในการลดต้นทุนการผลิตที่อาจเพิ่มขึ้นจากราคาน้ำมันที่อาจเพิ่มขึ้น อาทิเช่น การสนับสนุนการนำเข้าเครื่องจักรใหม่ เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพการผลิต หรือการผลักดันโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น อาทิเช่น ระบบขนส่งมวลชน ระบบน้ำ ระบบโลจิสติกส์ เป็นต้น เนื่องจากการก่อสร้างโครงการเหล่านี้ จะกระตุ้นให้เกิดการบริโภค และการจ้างงานอย่างต่อเนื่องด้วย

นอกจากนี้ ยังควรร่วมมือกับธนาคารแห่งประเทศไทยในการดูแลค่าเงินบาท เพื่อไม่ให้ผู้ประกอบการส่งออกต้องได้รับผลกระทบมากนัก อาทิเช่น การพิจารณากำหนดมาตรการควบคุมการไหลเข้าของเงินลงทุนระยะสั้นอย่างเจาะจงและมีประสิทธิภาพ โดยไม่ส่งผลกระทบต่อบรรยากาศการลงทุนในภาพรวม เป็นต้น

ในระยะยาว ประเด็นที่รัฐบาลควรให้ความสำคัญ คือ การพัฒนาพลังงานทดแทน ไม่ว่าจะเป็นไบโอดีเซล หรือแก๊สโซฮอล์ เพื่อทดแทนการนำเข้าพลังงานโดยเฉพาะน้ำมัน ซึ่งเราจะเห็นได้ว่าทุกครั้งที่ราคาน้ำมันสูงขึ้นนั้น จะส่งกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอย่างมาก นอกจากเรื่องนี้แล้ว ยังมีเรื่องอื่นๆ อีก อาทิเช่น การพัฒนาฝีมือแรงงาน การพัฒนาประสิทธิภาพในการผลิต การพัฒนาระบบสถาบันการเงินและตลาดทุน ซึ่งจะช่วยให้เศรษฐกิจไทยมีความสามารถในการแข่งขันมากขึ้น และมีความสามารถในการปรับตัวต่อความผันผวนของเศรษฐกิจโลกได้ดียิ่งขึ้น

ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์

edit @ 2 Jan 2010 19:43:47 by whiterose

เขียนอย่างไรให้คมชัด

posted on 14 Dec 2009 15:53 by whiteroseaha

 

การเขียน ในปัจจุบันมีความแพร่หลายเป็นอย่างมาก ไม่ได้จำกัดเฉพาะแวดวงนักวิชาการเหมือนในอดีต แต่เราจะทำอย่างไรให้บทความ งานเขียนของเรานั้นดูดี น่าอ่าน คนอ่านได้ประโยชน์ มาดูข้อคิดดีๆ ที่หยิบมาฝากกัน โดย ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศักดิ์

ก่อนที่เราจะลงมือเขียน ผู้เขียนอาจเริ่มต้นด้วยการตอบคำถามตามหลัก 5W1H ก่อน เพื่อกำหนดจุดมุ่งหมายที่ชัดเจนในการเขียน นั่นคือ

     Who  - ต้องการเขียนให้ใครอ่าน

     What  - เราต้องการนำเสนอเรื่องอะไร

               - แนวคิดที่ต้องการนำเสนอ คือ อะไร

               - มีความชัดเจนในหัวข้อเรื่องที่จะนำเสนอหรือไม่

               - มีแนวความคิดใหม่ๆ หรือไม่

     Where - จะนำข้อเขียนนั้นลงตีพิมพ์ที่ไหน

     When - ช่วงเวลาใดจึงเหมาะสม

     Why   - เหตุใดจึงนำเสนอเรื่องนี้

               - จุดมุ่งหมายการเขียน

               - ผู้อ่านจะได้ประโยชน์อะไรบ้างจากข้อเขียนชิ้นนี้

               - เหตุผลที่ยกมากล่าวอ้าง น่าเชื่อถือหรือไม่

     How   - ทำอย่างไรข้อเขียนจึงจะได้รับการตีพิมพ์

               - ลักษณะรูปแบบการนำเสนอ

               - การติดต่อสถานที่ตีพิมพ์  

 

                                                                                      

จากหนังสือ เขียนบทความอย่างไรให้น่าอ่าน

ดร.เกรียงศักดิ์     เจริญวงศ์ศักดิ์

edit @ 2 Jan 2010 19:06:10 by whiterose

edit @ 2 Jan 2010 19:36:41 by whiterose

edit @ 2 Jan 2010 19:39:44 by whiterose